NMLSได้รับการกำกับดูแล
สหรัฐอเมริกา ใบอนุญาตการโอนสินทรัพย์ดิจิทัล (VASP-MTL)


สหรัฐอเมริกา ใบอนุญาตการโอนสินทรัพย์ดิจิทัล (VASP-MTL)
ไม่มีข้อมูล
แน่นอนว่าถ้าถามถึงข่าวฮ็อต Talk of the town ในโลกคริปโตช่วงนี้ก็คงจะไม่ใช่อะไรนอกจากกรณีของ ‘ข่าว Zipmex’ เว็บเทรดคริปโตลูกครึ่ง ไทย-สิงคโปร์ ที่พบกับ ‘ปัญหาสภาพคล่อง’ จนไม่สามารถนำเงินที่ลูกค้าฝากไว้ในฟีเจอร์ ZipUp+ ออกมาคืนได้!? CryptoSiam จึงรวบรวมข้อมูลมาสรุปให้ฟังกับแบบง่ายๆ เรียงตาม Timeline เหตุการณ์ ว่าตั้งแต่ 22 กรกฎาฯ ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีเหตุการณ์อะไร ความเคลื่อนไหวอะไรเกิดขึ้นบ้าง Table of Contents แค่คนที่ใช้ Z Wallet เท่านั้น! ที่ได้รับผลกระทบ พักชำระหนี้ (moratorium) คืออะไร? 20 กรกฎาคม – Zipmex ประกาศ ‘ยุติถอนเงิน’ อย่างไม่มีกำหนด 22 กรกฎาคม – ขอยืดพักชำระหนี้ จาก 1 เดือน เป็น 6 เดือน 25 กรกฎาคม – ก.ล.ต. เปิดฟอร์มร้องทุกข์ – ประสาน DSI ตรวจสอบ 28 กรกฎาคม – ก.ล.ต. สั่งแจงเหตุ ‘ขอพักชำระหนี้’ ให้ชัดเจน! 29 กรกฎาคม – ถึงวันศาลไต่สวน, ผู้เสียหายนัดรวมตัวหน้า ก.ล.ต. 1 กรกฎาคม – เปิดข่าว Zipmex เผยรายชื่อผู้อยู่เบื้องมีแต่ตัวบิ๊ก! 2, 4, 9 สิงหาคม – คืน 3 เหรียญแรก ADA, XRP, SOL 11 สิงหาคม – คืน BTC, ETH บางส่วน เฉลี่ยคนละ 9 พันบาท!? 15 สิงหาคม – ศาลชี้ขาด! ขยายพักชำระหนี้ให้ ‘3 เดือน’ วิกฤตยังไม่จบ… ปักหมุดไว้เลย เดี๋ยวมีมาต่อ! ก่อนจะไปดูไทม์ไลน์กัน ก็คงต้องปูพื้นฐานทำความเข้าใจกับคีย์เวิร์ด กับสถานการณ์คร่าวๆ กันก่อน แค่คนที่ใช้ Z Wallet เท่านั้น! ที่ได้รับผลกระทบ อย่าเข้าใจผิด! คนที่ได้รับผลกระทบ (โดยตรง) คือผู้ที่ใช้ Z Wallet เท่านั้นที่ไม่สามารถนำเงินออกมาจากกระเป๋าได้ แต่สำหรับผู้ที่เทรดไปๆ มาๆ ทั่วไป ใช้แค่ Trade Wallet ก็ไม่ได้รับผลกระทบอะไร ยังใช้งานได้ตามปกติ ระบบเทรดก็ยังใช้ได้ปกติเช่นกัน พักชำระหนี้ (moratorium) คืออะไร? จริงๆ ก็ตามชื่อของมันเลย มันก็คือการ ‘พักชำระหนี้’ นั่นแหละ โดยจะถูกใช้สำหรับบริษัทที่อยู่ในสถานะ ‘ลูกหนี้’ แล้วต้องชดใช้หนี้แต่ยังไม่มีเงินที่จะนำมาชดใช้ กฎหมายจึงออกข้อกำหนดมาใหม่เพื่อให้ความเป็นธรรมกับลูกหนี้ในการมห้เวลากลับไปหาเงินมาก่อน หลักๆ เลยคือทำให้ ‘ลูกหนี้’ ที่อยู่ในระยะเวลา Moratorium ‘ไม่สามารถถูกกระทำการทางกฎหมายได้’ จนกว่าระยะเวลาจะสิ้นสุดลง เพื่อให้เวลากับบริษัทที่เป็นลูกหนี้เหล่านั้นสามารถหาทางแก้ปัญหาทางการเงินได้ โดย Moratorium จะถูกมอบให้ลูกหนี้ตามกฎหมาย, โดยภาครัฐ, หน่วยงานต่างๆ หรือจากการร้องขอจากตัวลูกหนี้เอง เอาละ มาเริ่ม Timeline กันเลย! 20 กรกฎาคม – Zipmex ประกาศ ‘ยุติถอนเงิน’ อย่างไม่มีกำหนด 20 กรกฎาคม หายนะเกิดขึ้นอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด หลังจากที่ Zipmex ประกาศ ‘ยุติการถอนเงิน’ อย่างไม่มีกำหนด สร้างความโกลาหลให้กับตลาดคริปโตทั่วเอเชียอาคเนย์จนเกิดคำถามที่ว่า เงินฝากไว้กับ Exchange แม้ได้รับการรับลองจาก ก.ล.ต. แล้วก็ตาม แต่มันจะปลอดภัยจริงหรือ? “ประกาศระงับการเพิกถอนเงินบาท และคริปโทฯ เนื่องด้วยสถานการณ์ต่างๆ รวมถึง ความผันผวนของตลาด เหตุการณ์ Black Swan ในอุตสาหกรรม ตลอดจนปัญหาทางการเงินที่เกิดขึ้นจากคู่ค้าทางธุรกิจหลัก อันอยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัท เพื่อรักษาเสถียรภาพของแพลตฟอร์ม บริษัทฯ จะระงับการถอนทุกกรณีชั่วคราวจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม บริษัทขออภัยและขอขอบคุณสำหรับความเข้าใจและความอดทนของท่านในระหว่างนี้” Zipmex ประกาศ อ่านต่อ ด่วน! Zipmex ประกาศ ‘ยุติการถอนเงิน’ อย่างไม่มีกำหนด! ในวันเดียวกัน ‘เอกลาภ ยิ้มวิไล’ ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ Zipmex ประเทศไทยออกมาแถลงการอย่างไม่เป็นทางการ ระบุว่าสาเหตุสืบเนื่องจากล่มสลายของ Celsius และ Babel สองแพลตฟอร์มกู้ยืมคริปโตที่ Zipmex เข้าไปลงทุน และอาจจบลงด้วยการ
BlockFi บริษัทผู้ให้บริการกู้ยืมเงินคริปโตยักษ์รายใหญ่สัญชาติมะกัน เปิดเผย ‘หนี้’ ที่พวกเขารับมืออยู่อย่างเป็นทางการในจำนวน 1.8 พันล้านดอลลาร์ (6.6 หมื่นล้านบาท) บริษัทคริปโต BlockFi เป็นหนี้ก้อนโต BlockFi ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัปที่เชี่ยวชาญในด้านสินเชื่อส่วนบุคคลของ Crypto และการเปิดบัญชีออมทรัพย์ดิจิทัล ระบุว่าในหนี้สิน 1.8 พันล้านฯ แบ่งเป็น หนี้ของนักลงทุนสถาบัน 1.5 พันล้านดอลลาร์ หนี้สินจากเจ้าหนี้รายย่อย 300 ล้านดอลลาร์ นอกเหนือจากหนี้ด้านบน บริษัทคริปโต BlockFi ยังเผยถึง ‘ความเสี่ยง’ ในอนาคตที่พวกเข้าต้องเผชิญอีกด้วย โดยทางบริษัทยังมีสินทรัพย์ที่ไม่มีหลักประกันสุทธิ 600 ล้านดอลลาร์ หลังก้าวผ่านไตรมาสที่สองของปี 2022 อย่างไรก็ดี ทางบริษัทได้กล่าวว่า พวกเขามีแนวทางในการรับมือกับสถานะทางธุรกิจในปัจจุบัน และจะทำให้การดำเนินงานหลัก ๆ ไปต่อได้ ไม่ว่าจะเป็น การให้กู้ยืมในแพลตฟอร์ม การเทรดคริปโตทั้งจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อย การดูแลสภาพคล่องของสินทรัพย์ หลังจากนี้ BlockFi จะเป็นเจ้าของอย่างน้อย 10% ของรายได้ทั้งหมดที่เหลือในกระเป๋า ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกค้าของแพลตฟอร์มเรียกร้อง แถมพวกเขายังมีหน้านี้คืนเงินให้กับลูกค้า ซึ่งหากลูกค้ารายใดมีความเสียหายสูง จะได้รับคืนเงินอย่างน้อย 50% ของจำนวนเงินที่พวกเขาเคยมีในบัญชีภายใน 7 วัน มีการคาดการณ์ว่า BlockFi จะสามารถจ่ายคืนอย่างน้อย 90% ของหนี้ทั้งหมดที่พวกเขามีกับลูกค้าได้ภายในหนึ่งปีล้มเป็น ‘โดมิโน’ ความสูญเสียของ BlockFi ได้รับอธิพลมาจากการที่ Three Arrows Capital (3AC) ผู้จัดกองทุนป้องกันความเสี่ยงสัญชาติสิงคโปร์ ล้มไม่เป็นท่า โดยผลิตภัณฑ์การลงทุน GBTC ของ BlockFi สูญมูลค่าไปประมาณ 80 ล้านดอลลาร์ เพราะถูกตีเป็นหนี้เสียของ Three Arrows ทั้งนี้ ทาง BlockFi รับมือกับปัญหานี้ด้วยการขอรับวงเงินสินเชื่อ 250 ล้านดอลลาร์จากบแพลตฟอร์มบริการแลกเปลี่ยนอนุพันธ์ FTX ด้วยความหวังที่ว่าจะอยู่รอดจากภาวะตกต่ำของตลาด Crypto ในปัจจุบันไปได้สัญญาณมีให้เห็นมาระยะหนึ่งแล้ว! แม้ว่าปัญหาของ BlockFi จะไม่ปรากฏชัดเท่า ‘ความพัง’ ของ Celsius Network หรือแม้แต่ 3AC แต่สัญญาณเกี่ยวกับการบริษัทคริปโต BlockFi เป็นหนี้ มีให้เห็นจากการที่ก่อนหน้านี้พวกเขาก็ทำการประกาศปลดพนักงาน 20% (ประมาณ 170 คน) ในเดือนมิถุนายน Zac Prince ซีอีโอของ BlockFi กล่าว ณ ขณะนั้นว่า พวกเขาจะลดจำนวนพนักงานลง “ประมาณ 20% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด โดยจะทำการเลิกจ้างบุคลากรในทุกทีมในบริษัท การตัดสินใจครั้งนี้ได้รับแรงหนุนจากสภาวะตลาดที่ไม่ดีต่ออัตราการเติบโต ผนวกกับการพิจารณาลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์อย่างถี่ถ้วน”
BlockFi บริษัทผู้ให้บริการกู้ยืมเงินคริปโตยักษ์รายใหญ่สัญชาติมะกัน เปิดเผย ‘หนี้’ ที่พวกเขารับมืออยู่อย่างเป็นทางการในจำนวน 1.8 พันล้านดอลลาร์ (6.6 หมื่นล้านบาท) บริษัทคริปโต BlockFi เป็นหนี้ก้อนโต BlockFi ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัปที่เชี่ยวชาญในด้านสินเชื่อส่วนบุคคลของ Crypto และการเปิดบัญชีออมทรัพย์ดิจิทัล ระบุว่าในหนี้สิน 1.8 พันล้านฯ แบ่งเป็น หนี้ของนักลงทุนสถาบัน 1.5 พันล้านดอลลาร์ หนี้สินจากเจ้าหนี้รายย่อย 300 ล้านดอลลาร์ นอกเหนือจากหนี้ด้านบน บริษัทคริปโต BlockFi ยังเผยถึง ‘ความเสี่ยง’ ในอนาคตที่พวกเข้าต้องเผชิญอีกด้วย โดยทางบริษัทยังมีสินทรัพย์ที่ไม่มีหลักประกันสุทธิ 600 ล้านดอลลาร์ หลังก้าวผ่านไตรมาสที่สองของปี 2022 อย่างไรก็ดี ทางบริษัทได้กล่าวว่า พวกเขามีแนวทางในการรับมือกับสถานะทางธุรกิจในปัจจุบัน และจะทำให้การดำเนินงานหลัก ๆ ไปต่อได้ ไม่ว่าจะเป็น การให้กู้ยืมในแพลตฟอร์ม การเทรดคริปโตทั้งจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อย การดูแลสภาพคล่องของสินทรัพย์ หลังจากนี้ BlockFi จะเป็นเจ้าของอย่างน้อย 10% ของรายได้ทั้งหมดที่เหลือในกระเป๋า ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกค้าของแพลตฟอร์มเรียกร้อง แถมพวกเขายังมีหน้านี้คืนเงินให้กับลูกค้า ซึ่งหากลูกค้ารายใดมีความเสียหายสูง จะได้รับคืนเงินอย่างน้อย 50% ของจำนวนเงินที่พวกเขาเคยมีในบัญชีภายใน 7 วัน มีการคาดการณ์ว่า BlockFi จะสามารถจ่ายคืนอย่างน้อย 90% ของหนี้ทั้งหมดที่พวกเขามีกับลูกค้าได้ภายในหนึ่งปีล้มเป็น ‘โดมิโน’ ความสูญเสียของ BlockFi ได้รับอธิพลมาจากการที่ Three Arrows Capital (3AC) ผู้จัดกองทุนป้องกันความเสี่ยงสัญชาติสิงคโปร์ ล้มไม่เป็นท่า โดยผลิตภัณฑ์การลงทุน GBTC ของ BlockFi สูญมูลค่าไปประมาณ 80 ล้านดอลลาร์ เพราะถูกตีเป็นหนี้เสียของ Three Arrows ทั้งนี้ ทาง BlockFi รับมือกับปัญหานี้ด้วยการขอรับวงเงินสินเชื่อ 250 ล้านดอลลาร์จากบแพลตฟอร์มบริการแลกเปลี่ยนอนุพันธ์ FTX ด้วยความหวังที่ว่าจะอยู่รอดจากภาวะตกต่ำของตลาด Crypto ในปัจจุบันไปได้สัญญาณมีให้เห็นมาระยะหนึ่งแล้ว! แม้ว่าปัญหาของ BlockFi จะไม่ปรากฏชัดเท่า ‘ความพัง’ ของ Celsius Network หรือแม้แต่ 3AC แต่สัญญาณเกี่ยวกับการบริษัทคริปโต BlockFi เป็นหนี้ มีให้เห็นจากการที่ก่อนหน้านี้พวกเขาก็ทำการประกาศปลดพนักงาน 20% (ประมาณ 170 คน) ในเดือนมิถุนายน Zac Prince ซีอีโอของ BlockFi กล่าว ณ ขณะนั้นว่า พวกเขาจะลดจำนวนพนักงานลง “ประมาณ 20% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด โดยจะทำการเลิกจ้างบุคลากรในทุกทีมในบริษัท การตัดสินใจครั้งนี้ได้รับแรงหนุนจากสภาวะตลาดที่ไม่ดีต่ออัตราการเติบโต ผนวกกับการพิจารณาลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์อย่างถี่ถ้วน”